ไวรัสตับอักเสบบี
11-12-2019 11:35:35




การติดต่อ โรคไวรัสตับอักเสบ บี เป็นโรคที่ติดต่อจากคนสู่คน ผ่านช่องทางต่างๆ ดังนี้

  • ติดต่อผ่านการรับเลือด (ปัจจุบันพบน้อยมาก เนื่องจาก เทคโนโลยีในปัจจุบันสามารถคัดกรองเลือด ที่มีเชื้อปนเปื้อนได้เกือบทั้งหมด)
  • ติดต่อทางการสัก
  • การเจาะหูด้วยเครื่องมือที่ไม่สะอาด
  • ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ 
  • ติดต่อจากแม่สู่ลูก
  • ติดต่อจากการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ

อาการ

  1. อาการระยะเฉียบพลัน  ผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการ ภายใน 1-4 เดือน หลังติดเชื้อ ดังนี้ 
  • ไข้ ตัวเหลืองตาเหลือง ปวดท้องใต้ชายโครงขวา
  • อาการอื่นๆ ได้แก่ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อ่อนเพลีย ผื่น ปวดข้อ
  • บางรายอาจมีอาการรุนแรง เกิดจากการที่เซลล์ตับ ถูกทำาลายเป็นจำนวนมาก อาจทำาให้เกิดอาการตับวายได้
  • อาการตับอักเสบระยะเฉียบพลันจะดีขึ้นใน 1-4 สัปดาห์ และจะหายเป็นปกติเมื่อร่างกายสามารถกำจัดและ ควบคุมเชื้อไวรัสตับอักเสบได้ ซึ่งมักใช้เวลาไม่เกิน 3 เดือน ผู้ป่วยส่วนน้อย (5-10%) ไม่สามารถกำจัดเชื้อออกจาก ร่างกายได้หมด ทำให้มีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง

       2. ระยะเรื้อรัง   แบ่งผู้ป่วยได้เป็น 2 กลุ่ม คือ 1) พาหะ (carrier) คือ

  • ผู้ป่วยที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย จะไม่มีอาการแต่ยังสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้  ผลการตรวจเลือดพบค่าการทำงานของตับอยู่ในเกณฑ์ปกติ 2) ตับอักเสบเรื้อรัง (Chronic hepatitis) คือ
  • ผู้ป่วยที่ มีเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ในร่างกาย และตรวจเลือดพบค่าการ ทำงานของตับผิดปกติ  ผู้ป่วยส่วนมากมักไม่มีอาการ บางรายอาจมีอาการ อ่อนเพลีย หรือเบื่ออาหารได้ 
  • การติดเชื้อแบบเรื้อรังพบบ่อยในเด็กที่ติดเชื้อตั้งแต่ แรกเกิด

การวินิจฉัย

  • เจาะเลือดตรวจค่าการทำางานของตับ  (Liver function test) 
  • เจาะเลือดตรวจเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ดังนี้ 

           HBsAg : ให้ผลบวก แปลว่าผู้ป่วยก าลังติดเชื้อไวรัส ตับอักเสบ บี

           anti-HBs : ให้ผลบวก แปลว่าผู้ป่วยมีภูมิคุ้มกันต่อ เชื้อไวรัสตับอักเสบบี

  • ภูมิคุ้มกันเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้ป่วยได้รับวัคซีน หรือ  เคย ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบและหายจากโรคแล้ว ดังนั้น ผู้ป่วย ที่มีภูมิคุ้มกันจึงไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น และไม่ติดเชื้อไวรัสตับ อักเสบ บี 
  • การวินิจฉัยว่าเป็น ไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ต้องเจาะเลือด ตรวจซ้ าอีกครั้ง ที่ 6 เดือน หากพบว่าร่างกายไม่สามารถ กำจัดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี และไม่สามารถสร้างภูมิคุ้มกัน ได้ จึงจะวินิจฉัยว่าเป็น “โรคไวรัสตับอักเสบ บี เรื้อรัง”

การรักษา

ในระยะเฉียบพลัน ผู้ป่วยส่วนมาก (ประมาณ95%) สามารถสร้างภูมิคุ้มกันต่อเชื้อและหายจากโรคได้เอง การรักษาในระยะนี้จึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ เท่านั้น สำาหรับผู้ป่วยที่มีอาการตับอักเสบในระยะ เฉียบพลันอย่างรุนแรง อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส
 
การปฎิบัติเมื่อทราบว่ามีเชื้อ

  • ระมัดระวังการใช้ยาที่เป็นพิษต่อตับ ใช้ยาลดไข้ แก้ปวด ได้โดยไม่ใช้ยาเกินขนาด
  • ไม่บริจาคโลหิต
  • ระวังการติดต่อโรคให้ผู้อื่น เช่น จากแม่สู่ลูก มีเพศสัมพันธ์โดยไม่ป้องกัน พยายามไม่ให้สารคัดหลั่งสัมผัส บาดแผลของผู้อื่น
  • พักผ่อนให้เพียงพอและติดตามการรักษากับแพทย์ อย่างสม่ำาเสมอ 
  • หลีกเลี่ยงการรับประทานถั่วลิสงหรือพริกป่นบด เนื่องจาก อาจปนเปื้อนเชื้อราอัลฟ่าท็อกซิน ที่อาจเพิ่ม ความเสี่ยงของการเกิดมะเร็งตับ
  • ไม่ควรดื่มสุราหรือใช้ยาสมุนไพร

ผู้ป่วยเหล่านี้มีโอกาสเกิดโรคมะเรง็ตับมากกว่า คนปกติ 

  • ชายอายุ 40 ปีขึ้นไป  หญิงอายุ 50 ปีขึ้นไป 
  • เป็นโรคตับแข็ง
  • มีคนในครอบครัวเป็นมะเร็งตับ
  • ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปที่มีเอนไซม์ตับและ/หรือจ านวน ไวรัส HBV สูง

การติดตามและเฝ้าระวังทำาได้โดยติดตามระดับของ แอลฟ่าฟีโตโปรตีน (Alpha-fetoprotein) ในเลือด และอัลตราซาวด์ตับทุก 6 เดือน


การป้องกัน 

ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ บี  ให้แก่ 

  • ทารกแรกเกิดทุกคน  ผู้ที่อยู่ภายในบ้านเดียวกันกับผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบ เฉียบพลันจากไวรัส HBV หรือเป็นพาหะของ HBV
  • ผู้ที่มีประวัติเพศสัมพันธ์ที่มีความเสี่ยง เช่น มีคู่หลายคน
  • ผู้ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้ชาย ผู้ที่เป็นโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์ 
  • ผู้ที่ติดเชื้อ HIV 
  • ผู้ที่มีโรคตับ

 
 

 
 

 
 

 

โรงพยาบาลหริภุญชัย เมโมเรียล 109-111 ม.4 ต.บ้านกลาง อ.เมือง จ.ลำพูน 51000
โทร : 053-581600-4 FAX : 053-581606-7 Email : harihostpital@hotmail.com
จำนวนครั้งที่เข้าชมวันนี้ : 32
จำนวนผู้เข้าชมทั้งหมด : 15315